http://www.oknation.net/blog/ursister/2010/10/13/entry-1 ได้รวบรวมไว้ว่า ในปัจจุบันปัญหาที่มักพบในช้างส่วนใหญ่จะเป็นปัญหากระดูก เช่น Osteodystrophy (Ensley et al., 1994), Degenerative immune-mediated arthritis (Mikota et al., 1994) ซึ่งโรคกระดูกและกล้ามเนื้อสามารถวินิจฉัยได้จากการถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์ ร่วมกับเทคนิคอื่น เช่น การตรวจค่าเลือด แต่การถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์มีข้อจำกัดคือจะเห็นความผิดปกติเมื่อมีรอยโรคที่รุนแรง (Shore and Poznanski., 1999) และพบในเวลาที่ผ่านมานานแล้ว (Allen 2003) ในบางครั้งอาจต้องวางยาสลบซึ่งมีความเสี่ยงต่อสัตว์ที่กำลังเป็นโรค (West 2006)
อีกวิธีหนึ่งคือการตรวจวัดระดับ Bone markers เพื่อดูการทำงานของเซลล์กระดูก โดยในการสร้างและการสลายกระดูก (Bone formation and resorption) จะมีการปล่อยเอนไซม์หรือ organic compound สู่กระแสเลือด และบางครั้งสามารถนำสารเหล่านี้ไปเป็น Bone markers ซึ่งบ่งบอกถึงอัตราการเกิด Bone remodelling โดยวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย ปลอดภัย สามารถบอกการทำงานของเซลล์กระดูกได้ใกล้เคียงเวลาจริง (Arnaud 1996), (Coleman, 2002)
มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำ Bone makers มาใช้ในการเฝ้าระวังโรคกระดูกในมนุษย์ เช่น Osteocalcin กับโรคกระดูกอ่อน (Jones et al., 2005) ICTP ในการประเมินความรุนแรงของโรค Degenerative joint disease และ Rheumatoid arthritis (Aman et al., 2000) นอกจากนี้ยังมีการนำ Bone markers มาประยุกต์ใช้ในสัตว์ เช่น ม้า (Jackson et al. 2003),(Lepage 2001) แมว (Delaurier et al., 2004) สุนัข (Ladlow et al., 2002) และวัว (Liesegang et al., 2000) จึงมีการแนะนำว่าน่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในช้างได้ (Conor et al., 2008)
แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อระดับของ Bone marker เช่น อาหาร การออกกำลังกาย(Watts NB., 1999), (Souberbielle et al., 1999) การเปลี่ยนแปลงของอากาศ ช่วงเวลาระหว่างวันในการเก็บตัวอย่าง (Ladlow et al., 2002) และมวลกระดูก (Rauch et al., 2000) นอกจากนี้ยังพบว่าอายุมีผลอย่างมากต่อระดับของ Bone markers โดยจากการศึกษาในมนุษย์พบว่าช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์ระดับของ Bone markers จะไม่คงที่ สำหรับในทารกแรกคลอด Bone marker ของการสร้างกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ Bone marker ของการสลายกระดูกกลับเพิ่มขึ้น หลังจากอายุ 3 วัน Bone markers ทั้ง 3 ตัวจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดและจะลดลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งอายุ 1 ปี และจะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆจนถึงอายุ 3-4 ปี จากนั้นจะคงที่จนเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์ ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ Bone markers หลายตัวจะเพิ่มขึ้นแต่จะลดลงเท่าคนปกติเมื่อผ่านช่วงนี้ไป นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างของระดับ Bone markers ในเพศชายและเพศหญิงด้วย
ในสัตว์ที่มีการทดลองเกี่ยวกับระดับ Bone markers เช่น ม้า (Black et al., 1999) กระต่าย (Hansson et al., 1974) สุนัข (Ladlow et al., 2002) ก็พบความแตกต่างในช่วงเวลาต่างๆเช่นกัน แต่เนื่องจากการศึกษา Bone makers ในช้างยังมีน้อย ดังนั้น ในการที่จะนำมาพัฒนาใช้ จึงจำเป็นต้องศึกษาว่าอายุส่งผลต่อ Bone maker หรือไม่ การศึกษาครั้งนี้จึงมีเป้าหมายที่จะวัดค่าของ Bone markers ในช้างเอเชียในแต่ละช่วงอายุ
http://www.kamsondeedee.com ได้รวบรวมไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลก ด้านวิทยาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร เป็นปัจจัยผลักดันสำคัญที่ทำให้โลก “ไร้พรมแดน” พลโลกมีการติดต่อสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และกระแสโลกาภิวัตน์นำโลกเข้าสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ทุกชาติทุกภาษารวมทั้งประเทศไทย
โครงสร้างของสังคม การเติบโตของภาคธุรกิจและจำนวนของประชากรตลอดจนอำนาจของข่าวสาร ทำให้หน่วยต่าง ๆ ในสังคมมีพลังในการต่อรองดีขึ้น ทำให้อำนาจส่วนกลางภายใต้ระบบรัฐอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมลดน้อยลง มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้นและใน ขณะเดียวกันอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ในทางตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความสับสนในค่านิยมและวัฒนธรรมที่คนในชาติต้องไตร่ตรองและมีความรู้เท่าทันความเจริญทางวัตถุ มีความพอดีระหว่างการแสวงหาปัจจัยต่าง ๆ ในชีวิตกับการรักษาไว้ซึ่งค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีงามเพื่อให้สามารถก้าวไปกับโลกได้อย่างมั่นคงและรู้เท่าทัน
การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ทำให้รัฐเข้ามาแก้ปัญหาความยากจนด้วยโครงการกองทุนหมู่บ้าน การจัดเงินกู้ยืมทางการศึกษา และวิธีการอื่น ๆ รัฐบาลกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยการมาตรการทางเศรษฐกิจ กระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะเดียวกันการที่ประชาชนมีการใช้จ่ายมากขึ้นก็ทำให้เป็นหนี้มากขึ้นเช่นกัน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจึงเป็นผู้รายได้น้อยซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2547 ก) ได้รายงานเชิงวิเคราะห์เรื่องเด็กและเยาวชนยากจนกับโอกาสทางการศึกษา พบว่าทำให้ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่สามารถได้รับการศึกษาได้ คือ การขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อใช้ในการศึกษา รวมทั้งการขาดแคลนแรงงานในครัวเรือน แม้ว่ารัฐบาลจะได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานจาก 9 ปี เป็น 12 ปี โดยให้เรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การให้ทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจน ตลอดจนนโยบายให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่ก็ยังมีเด็กและเยาวชนอีกส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าเรียนในระบบโรงเรียนได้ จึงเห็นได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาสำหรับการศึกษาเสมอมา นอกจากนั้นสภาพการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี การไหลบ่าของวัฒนธรรมข้ามชาติที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี ทำให้เด็ก เยาวชนไทย รับเอาวัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามาในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องการบริโภคอาหารส่งผลต่อภาวะสุขภาพ โรคอ้วน แฟชั่นการแต่งตัว ค่านิยมเรื่องเพศ ส่งผลต่อคุณค่าทางศีลธรรมจริยธรรม ซึ่งล้วนมีผลต่อคุณภาพเด็กและเยาวชนของชาติ ซึ่งจากรายงานภาวะสังคมในปี พ.ศ. 2547 พบว่า เด็กและเยาวชนกระทำผิดเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้กระทำผิดมีอายุอยู่ในช่วย 15-18 ปีมากที่สุด โดยอิทธิพลของกลุ่มเพื่อน สภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์และการเลียนแบบความรุนแรง และความขาดแคลนหรือด้อยโอกาสในทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
แม้ว่าบริบทจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งที่อธิบายความสำเร็จของประเทศได้ก็คือ คุณภาพของคนที่ได้รับการศึกษา ประเทศใดมีกำลังคนที่มีการศึกษาสูง ก็ย่อมหวังสติปัญญาความคิดและพลังสร้างสรรค์จากประชาชนได้มากเป็นเงาตามตัว การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาบุคคลให้เป็นพลังในการเสริมสร้างประเทศ ดังที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2547) ได้อัญเชิญ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับความหมายของการศึกษา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2520 ไว้ดังนี้
"การศึกษาเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรมของบุคคล เพื่อให้เป็นพลเมืองดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ การพัฒนาประเทศก็ย่อมทำได้สะดวกราบรื่น ได้ผลที่แน่นอนและรวดเร็ว"
http://www.kruparinya.com ได้กล่าวไว้ว่าการศึกษานับเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของคนในประเทศ เพราะรากฐานของชาติ คือ คน รากฐานของคน คือ การศึกษา คนที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างความเจริญที่ยั่งยืนในอนาคตได้ การเตรียมคนที่มีคุณภาพเพื่อเป็นผู้นำด้านต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะนำพาชาติให้เจริญก้าวหน้า การปรับโครงสร้างทางการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาต้องทำอย่างจริงจังและจริงใจ ต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษา การฝึกฝนคนที่มีสติปัญญาให้ได้เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ ๆ อันเป็นกำลังสำคัญในการบริหารและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ต้องสร้างคนเก่งหัวกะทิขึ้นมาเพื่อเป็นผู้นำทางวิชาการในอนาคต แม้ว่าเราจะใช้เงินทองสักเท่าไรก็ตาม ถ้าทำได้ก็ย่อมมีความคุ้มค่า ( โกวิท วรพิพัฒน์. 2535 : 8)
เป้าหมายของการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาชาติคือ การพัฒนาคนและคุณภาพของคนให้เป็นผู้ที่มีปัญญา รู้จักเหตุและผล รู้จักแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มุ่งพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงามทั้งในการทำงาน และการอยู่ร่วมกัน ( สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ. 2540 :1 - 2 ) จะเห็นว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหา วัตถุประสงค์ประการหนึ่งในการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์คือ ให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ฝึกกระบวนการคิด ทำให้ผู้เรียนรู้จักการคิดวิเคราะห์หาเหตุผล ใน Curriculum and Evaluation Standards for School Mathematics (1989) กล่าวว่า การแก้ปัญหาควรจะเป็นจุดเน้นที่สำคัญในหลักสูตรคณิตศาสตร์ เป็นเป้าหมายพื้นฐานในการสอนคณิตศาสตร์ และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการเรียนคณิตศาสตร์ (Kennedy and Tipps. 1994 : 135 ) การ แก้ปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้แนวคิดและทักษะต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์ (NTCM. 2000 :182 : citing Schroeder and Lester. 1989. New Directions for Elementary School Mathematics.) นอกจากนี้ สมาคมครูคณิตศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา(NTCM)ได้กำหนดให้การแก้ปัญหา เป็น 1 ใน 5 มาตรฐานกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ใน Curriculum and Evaluation Standards for School Mathematics ปี ค.ศ. 2000 (NTCM. 2000 : 29)
ดังนั้น การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์จึงควรเน้นช่วยผู้เรียนให้ได้รับการฝึกประสบการณ์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งที่จะต้องพัฒนาให้เกิดในตัวผู้เรียน เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิต ดังที่ โพลยา กล่าวว่า การแก้ปัญหาเป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ ส่วนใหญ่ที่สุดของความคิดขณะที่มนุษย์ยังมีสติจะเกี่ยวข้องกับปัญหา (Polya. 1957 : 221) มนุษย์มีการแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลาเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ความเจริญก้าวหน้าของโลกที่เกิดขึ้นก็เกิด จากการรู้จักแก้ปัญหาของมนุษย์ ฟิชเชอร์ กล่าวว่า ทักษะการแก้ปัญหา เป็นทักษะพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ส่งเสริมความสามารถในระดับต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิต ทักษะการแก้ปัญหานี้จะส่งผลต่อทักษะอื่น ๆ ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ และความคิดวิจารณญาณ และส่งเสริมกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้แก่ การสังเกต การออกแบบ การตัดสินใจ การระดมสมองทำงานเป็นกลุ่ม และใช้เป็นเครื่องมือหาคำตอบ การแก้ปัญหาเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงมีความสำคัญในการจัดการศึกษาของมนุษย์ด้วย (Fisher. 1987 : 2 - 3)
สำหรับประเทศไทย ในระดับประถมศึกษาได้จัดวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในกลุ่มทักษะ จากการประเมินคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2541 โดยสำนักทดสอบทางการศึกษา กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ พบว่าวิชาคณิตศาสตร์(1) มีคะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนเท่ากับ 18.6 จากคะแนนเต็ม 40 และวิชาคณิตศาสตร์ (2) มีคะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนเท่ากับ 19.6 จากคะแนนเต็ม 40 เช่นกัน นอกจากนี้ในวิชาคณิตศาสตร์(2) ซึ่งวัดการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน การรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล การแสดงความคิดออกมาอย่างมีระบบ มีจำนวนผู้เรียนที่ควรปรับปรุงมากกว่าวิชาอื่น ๆ ถึงร้อยละ16.80 (กรมวิชาการ. 2541 : 15) ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากตัวผู้เรียนเอง คือผู้เรียนวิเคราะห์โจทย์ปัญหาไม่ได้ ขาดการคิดอย่างมีเหตุผลและการคิดอย่างมีระบบ และสภาพปัญหาคุณภาพการสอนของผู้สอน คือ ผู้สอนขาดเทคนิคการสอน เทคนิคการสอนไม่ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความคิดอย่างมีเหตุผลและมีระบบตามกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ขาดการฝึกทักษะให้กับผู้เรียน ผู้สอนไม่ได้ผลิตสื่อที่ตรงตามกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา (กรมวิชาการ. 2539 : 98)
การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหานั้น ตามทฤษฏีพัฒนาการทางปัญญา ( Theory of Cognitive Development ) ของ พีอาเจต์ ( Jean Piaget) กล่าวว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาจะเริ่มพัฒนาการมาตั้งแต่ขั้นที่ 3 คือ Stage of concrete operations เด็กที่มีอายุ 7 - 11 ปี มีความสามารถที่จะอ้างอิงด้วยเหตุผลไม่ขึ้นกับการรับรู้ด้วยรูปร่างเท่านั้น สามารถแบ่งกลุ่มด้วยเกณฑ์หลาย ๆ อย่าง และคิดย้อนกลับได้ สามารถแก้ปัญหาที่มีการดำเนินการที่ยุ่งยากได้ แต่ยังเป็นปัญหาที่เป็นรูปธรรมอยู่ ต่อมาถึงระดับการพัฒนาการขั้นที่ 4 คือ Stage of formal operations เด็กมีอายุ 12 - 14 ปี จะมีความสามารถในการหาเหตุผลดีขึ้นและสามารถคิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ เด็กวัยนี้เป็นผู้ที่คิดเหนือไปกว่าปัจจุบัน สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง และมีความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมชนิดสลับซับซ้อนได้ (Hergenahn and Matthew. 1997 : 287 - 288) เนื่องจากเด็กผู้เรียนในระดับประถมศึกษาปีที่ 6 นั้นมีอายุอยู่ในช่วงปลายของขั้นที่ 3 หรืออยู่ในช่วงต้นขั้นที่ 4 ซึ่งตามทฤษฎีพัฒนาการตามสติปัญญาของพีอาเจต์ จะเห็นว่า ผู้เรียนในระดับนี้เริ่มมีความสามารถในการแก้ปัญหาแล้ว ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเชื่อว่าเด็กในระดับนี้น่าที่จะรับหรือเรียนรู้ในการฝึกเพื่อพัฒนาทางด้านความสามารถในการแก้ปัญหาได้ และถ้าพวกเขามีความสามารถหรือมีทักษะในการแก้ปัญหาแล้ว จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาหรือในระดับสูงต่อไป การที่จะฝึกให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหานั้น กิจกรรมการเรียนการสอนและบทบาทของผู้สอนนับว่าสำคัญต่อการที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหา ผู้สอนสามารถช่วยให้ผู้เรียนเป็นนักแก้ปัญหาได้ โดยการเลือกปัญหาที่เหมาะสมให้ผู้เรียนทำ ประเมินความเข้าใจและการใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ ของผู้เรียน (NTCM. 2000 : 185) ผู้สอนควรมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ช่วยในการสอนการแก้ปัญหา
ปัจจุบันความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กไทยยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ทั้งที่การแก้ปัญหาเป็นกระบวนการที่สำคัญกระบวนการหนึ่งในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ อีกทั้งยังไม่มีเครื่องมือที่จะพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหานี้ที่เด่นชัด ผู้วิจัยจึงคิดที่จะพัฒนาเครื่องมือดังกล่าวในรูปของชุดฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยแผนการสอน แบบฝึกการแก้ปัญหา และแบบทดสอบ โดยชุดฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนี้จะยึดหลักการตามนักการศึกษา ซึ่งกล่าวถึงการสอนการแก้ปัญหาไว้ 3 แนวทาง คือ การสอนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการสอนการปัญหา การสอนโดยการใช้ปัญหา (Baroody. 1993 : 2 - 31) และถ้าชุดฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพจะเป็นแนวทางในการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ต่อไป
สรุป
การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลก ด้านวิทยาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร เป็นปัจจัยผลักดันสำคัญที่ทำให้โลก “ไร้พรมแดน” พลโลกมีการติดต่อสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และกระแสโลกาภิวัตน์นำโลกเข้าสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ทุกชาติทุกภาษารวมทั้งประเทศไทย โครงสร้างของสังคม การเติบโตของภาคธุรกิจและจำนวนของประชากรตลอดจนอำนาจของข่าวสาร ทำให้หน่วยต่าง ๆ ในสังคมมีพลังในการต่อรองดีขึ้น ทำให้อำนาจส่วนกลางภายใต้ระบบรัฐอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมลดน้อยลง มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้นและใน ขณะเดียวกันอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ในทางตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความสับสนในค่านิยมและวัฒนธรรมที่คนในชาติต้องไตร่ตรองและมีความรู้เท่าทันความเจริญทางวัตถุ มีความพอดีระหว่างการแสวงหาปัจจัยต่าง ๆ ในชีวิตกับการรักษาไว้ซึ่งค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีงามเพื่อให้สามารถก้าวไปกับโลกได้อย่างมั่นคงและรู้เท่าทัน ได้ การเตรียมคนที่มีคุณภาพเพื่อเป็นผู้นำด้านต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ที่จะนำพาชาติให้เจริญก้าวหน้า การปรับโครงสร้างทางการศึกษา การปฏิรูปการศึกษาต้องทำอย่างจริงจังและจริงใจ ต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษา การฝึกฝนคนที่มีสติปัญญาให้ได้เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ ๆ อันเป็นกำลังสำคัญในการบริหารและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ต้องสร้างคนเก่งหัวกะทิขึ้นมาเพื่อเป็นผู้นำทางวิชาการในอนาคต แม้ว่าเราจะใช้เงินทองสักเท่าไรก็ตาม ถ้าทำได้ก็ย่อมมีความคุ้มค่า
อ้างอิง
http://www.kamsondeedee.com สืบค้นเมื่อ 27ธันวาคม 2556.
http://www.kruparinya.com สืบค้นเมื่อ 27ธันวาคม 2556.
อัดแน่ไปด้วยเนื้อหาจริงด้วยนะครับ
ตอบลบ