วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

เตือนภัยจาก “กาแฟ + เครื่องดื่มชูกำลัง” ส่งผลสู่สมอง



            เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่ฉันได้เจอมา เรื่องก็มีอยู่ว่า มีชายคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ชายคนนี้เป็นคนขยันทำงาน อาชีพของชายคนนี้คือรับจ้างทั่วไป คนในหมู่บ้านจึงมัจะจ้างชายคนนี้ไปทำสวนทำไร่อยู่เป็นประจำ ทุกเช้าก่อนออกไปทำงานเขามักจะดื่มกาแฟก่อนออกไปทำงาน พอเขาเริ่มเหนื่อยจากการทำงานเขาเอาเครื่องชูกำลังขึ้นมาดื่ม ชายคนนี้จะดื่มแบบนี้อยู่เป็นประจำ แต่ยิ่งนานวันเข้าเขาก็เริ่มเพิ่มปริมาณของการดื่มกาแฟและเครื่องดื่มชูกำลัง จนเขาติดจนหยุดที่จะดื่มมันไม่ได้ ยิ่งนานร่างกายของเขาก็สะสมสารใกาแฟและในเครื่องดื่มชูกำลัง ชายนี้เริ่มทำอะไรโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทุกวันเขาจะเดินออกจากบ้านไป เขาเดินไปเลื่อย ๆ โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง และทุกวันลูกชายของเขาต้องไปตามหาและพาเขากลับบ้าน เขาเป็นแบบนี้ทุกวัน จนวันหนึ่งชายคนนี้เดินไปจนถึงสวนท้ายหมู่บ้าน เขาล้มลงไปในคลองลึกไม่ถึงครึ่งหน้าแข้ง    คนที่บ้านของเขาก็ตามหาแต่ไม่เจอ  จนรุ่งเช้าชาวบ้านออกไปทำไร่ไปเจอเขานอนอยู่ในคลอง ชาวบ้านพยายามจะช่วยเขาแต่ก็ไม่เป็นผลเพราะเขาเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อวานแล้ว 


                ขอฝากเรื่องนี้ไว้เตือนภัยคนที่ดื่มกาแฟและเครื่องดื่มชูกำลังใปริมาณที่มาก ๆ เพราะเครื่องดื่มพวกนี้อาจเป็นภยต่อร่างกายเราได้

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

19.การบริหารงานวิจัยและตารางการปฏิบัติงาน(Administration & Time Schedule)


            พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว (2545 : 728) การบริหารจัดการเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงานการวิจัยให้ประสบความสำเร็จ ประกอบกับสิ่งอำนวยความสะดวก คือ โครงการพื้นฐานต้องพอเพียงซึ่งหมายถึงงบประมาณการวิจัย นักวิจัยหน่วยงานเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้ระบบการวิจัยดำเนินไปอย่างมี ประสิทธิภาพ หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูง 

http://cai.md.chula.ac.th/lesson/research/re12.htm#06-3 ได้กล่าวไว้ว่า การบริหารงานวิจัย คือ กิจกรรมที่ทำให้งานวิจัยนั้น สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยมีการวางแผน (planning) ดำเนินงานตามแผน (implementation) และประเมินผล (evaluation) ในการเขียนโครงร่างการวิจัย ควรมีผลการดำเนินงาน ตั้งแต่เริ่มแรก จนเสร็จสิ้นโครงการ เป็นขั้นตอน ดังนี้
         1. วิเคราะห์ปัญหาและกำหนดวัตถุประสงค์ 
          2.
 กำหนดกิจกรรม (activities) ต่าง ๆ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ เช่น 

             - ขั้นเตรียมการ (Preparatory Phase)
                    - ติดต่อเพื่อขออนุมัติดำเนินการ 
                    -
 ติดต่อผู้นำชุมชน
                     -
 การเตรียมชุมชน
                     -
 การคัดเลือกผู้ช่วยนักวิจัย
                     -
 การเตรียมเครื่องมือที่จะใช้ในการสำรวจ
                     -
 การอบรมผู้ช่วยนักวิจัย
                     -
 การทดสอบเครื่องมือในการสำรวจ
                     -
 การแก้ไขเครื่องมือในการสำรวจ 

               - ขั้นปฏิบัติงาน (Implementation Phase)
                - ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล
               -
 ขั้นการเขียนรายงาน 

         3. ทรัพยากร (resources) ที่ต้องการ ของแต่ละกิจกรรม รวมทั้งเวลาที่ใช้ ในแต่ละขั้นตอน ทรัพยากรเหล่านั้น ที่มีอยู่แล้ว มีอะไรบ้าง และมีอะไร ที่ต้องการเสนอขอ จำนวนเท่าใด 
          4. การดำเนินงาน (Implementation) ต้องตัดสินใจ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การจัดสรรงบประมาณ และการรวบรวมข้อมูล

เสนาะ ติเยาว์ (2544 : 1) ได้กล่าวไว้ว่า การบริหารงานวิจัย คือ กระบวนการทำงานกับคนและโดยอาศัยคน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแยกตามสาระของความหมายนี้ได้ 5 ลักษณะ คือ
1. การบริหารเป็นการทำงานกับคนและโดยอาศัยคน
2. การบริหารทำให้งานบรรลุเป้าหมายขององค์การ
3. การบริหารเป็นความสมดุลระหว่างประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
4. การบริหารเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดและการบริหารจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
5. การบริหารที่จะประสบผลสำเร็จจะต้องสามารถคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

สรุป 
      การบริหารจัดการเป็นกลไกสำคัญในการดำเนินงานการวิจัยให้ประสบความสำเร็จ ประกอบกับสิ่งอำนวยความสะดวก คือ โครงการพื้นฐานต้องพอเพียงซึ่งหมายถึงงบประมาณการวิจัย นักวิจัยหน่วยงานเป็นสิ่งจำเป็นในการทำให้ระบบการวิจัยดำเนินไปอย่างมี ประสิทธิภาพ หากมีการบริหารจัดการที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูง กระบวนการทำงานกับคนและโดยอาศัยคน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแยกตามสาระของความหมายนี้ได้ 5 ลักษณะ คือ
1. การบริหารเป็นการทำงานกับคนและโดยอาศัยคน
2. การบริหารทำให้งานบรรลุเป้าหมายขององค์การ
3. การบริหารเป็นความสมดุลระหว่างประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
4. การบริหารเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุดและการบริหารจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
5. การบริหารที่จะประสบผลสำเร็จจะต้องสามารถคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง

อ้างอิง
          พรศักดิ์ ผ่องแผ้วศาสตร์แห่งการวิจัยทางการเมืองและสังคมพิมพ์ครั้งที่ 5 กรุงเทพมหานคร:
                          รัสมาคมฐศาสตร์แห่ง  ประเทศไทย,2545.
           http://www.gotoknow.org/blogs/posts/424637  เข้าถึง   เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2555
         เสนาะ ติเยาว์. (2544). หลักการบริหาร. พิมพ์ครั้งที่ 2 . กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์
                         มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

3.ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Review of Related Literatures)



          http://sitawan112.blogspot.com/2012/06/blog-post.html   ได้กล่าวไว้ว่า วรรณกรรมหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง  (related literature) หมายถึง  เอกสารงานเขียนที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับหัวข้อปัญหาที่ผู้วิจัยสนใจ วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอาจมีหลายลักษณะ เช่น เป็นตำรา สารานุกรม  พจนานุกรม นามานุกรม ดัชนี รายงานสถิติ หนังสือรายปี บทความในวารสาร จุลสาร  ที่สำคัญก็คือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น  ผู้วิจัยจะต้องทำการสำรวจอ่านทบทวนอย่างพินิจพิเคราะห์  ทักษะที่สำคัญของการทำวิจัยในขั้นตอนนี้คือ ทักษะในการสืบค้นหาสารนิเทศจากแหล่งต่าง ๆ และทักษะในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ


ความสำคัญของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง


              1.   ช่วยให้ผู้วิจัยได้ทราบถึงสภาพขององค์ความรู้ (state of the art) ในเรื่องที่จะทำการวิจัย  คือจะได้ทราบว่าในหัวข้อเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจหรือมีข้อสงสัยใคร่หาคำตอบนั้น ได้มีผู้ศึกษาหาคำตอบได้เป็นความรู้ไว้แล้วในแง่มุมหรือประเด็นใดแล้วบ้าง  การจะศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นต่อไปควรจะได้ทราบเสียก่อนว่าเรารู้อะไรกันแล้วบ้างเกี่ยวกับเรื่องนั้น ความรู้เหล่านั้นมีความชัดเจนเพียงใด  ยังมีข้อความรู้ที่ขัดแย้งไม่ลงรอยกันบ้างหรือไม่  ประเด็นใดที่ยังไม่มีคำตอบบ้าง  การทราบถึงสถานภาพขององค์ความรู้ในเรื่องที่จะทำวิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรู้ใหม่ที่จะได้จากการวิจัยของตนเองนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น จะเป็นความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าหรือความสำคัญเพียงใด และจะเข้าไปจัดระเบียบอยู่ในองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างผสมกลมกลืนได้อย่างไร


           2.   ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อนกับผู้อื่น การวิจัยเป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ใหม่ นักวิจัยไม่นิยมแสงหาความรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาเดิมโดยไม่จำเป็น เพราะจะเป็นการเสียเวลา สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ สิ่งใดที่รู้แล้วมีผู้หาคำตอบไว้แล้ว นักวิจัยจะไม่ทำวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นซ้ำอีก ดังนั้นนักวิจัยจึงพยายามหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำกับที่ผู้อื่นได้ทำไว้แล้วซึ่งถือเป็นจรรยาบรรณอย่างหนึ่งของนักวิจัย และทำให้การวิจัยนั้นด้อยคุณค่าลง การทบทวนเอกสารวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างถี่ถ้วนและรอบคอบจะทำให้นักวิจัยได้ทราบว่าประเด็นที่ตนเองสนใจจะทำวิจัยนั้นได้มีผู้หาคำตอบไว้แล้วหรือยัง  ถ้ามีแล้วก็จะได้เลี่ยงไปศึกษาในประเด็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้มีผู้ศึกษาเอาไว้ต่อไป


        3.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีแนวคิดพื้นฐานเชิงทฤษฎีในเรื่องที่จะทำการวิจัยอย่างเพียงพอ การจะทำวิจัยในเรื่องใดนั้นผู้วิจัยจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theriticalหรือ Conceptual framwork) เกี่ยวกับเรื่องนั้นจะต้องชัดเจน  สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้วิจัยกำหนดประเด็นปัญหาในการวิจัยได้อย่างชัดเจน  สามารถกำหนดแนวทางในการศึกษาได้อย่างเหมาะสม เข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่วิจัยได้อย่างแจ่มแจ้ง


       4.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้เห็นแนวทางในการดำเนินงานวิจัยของตน  จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแต่ทำให้นักวิจัยได้ทราบว่าเรื่องที่สนใจนั้นได้มีผู้วิจัยอื่นได้ค้นคว้าหาคำตอบไว้อย่างไรแล้วเท่านั้น ยังจะได้ทราบด้วยว่านักวิจัยคนอื่น ๆ เหล่านั้นได้มีวิธีการหาคำตอบเอาไว้อย่างไร  มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรในการทำวิจัยในเรื่องนั้น  คำตอบที่ได้มามีความชัดเจนแจ่มแจ้งเพียงใด  คำตอบสอดคล้องหรือขัดแยังกันหรือไม่  เอกสารเชิงทฤษฎีต่าง ๆ ได้ชี้แนะแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร  สารสนเทศเหล่านี้นักวิจัยจะนำมาใช้ตัดสินใจกำหนดแนวทางในการวิจัยของตนเริ่มตั้งแต่ การกำหนดประเด็นปัญหาที่เหมาะสม การกำหนดขอบเขตและข้อสันนิษฐานการวิจัยอย่างสมเหตุสมผล ออกแบบวิจัยเพื่อดำเนินการหาคำตอบซึ่งจะเกี่ยวกับการเลือกระเบียบวิธีวิจัย การเลือกตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์หรือประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการสรุปและรายงานผลการวิจัย   นักวิจัยจะวางแผนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาอุปสรรคที่จะทำให้งานวิจัยนั้นล้มเหลวได้  ช่วยให้โอกาสที่จะทำงานมีวิจัยนั้นให้สำเร็จอย่างมีคุณภาพมีสูงขึ้น


       5.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีหลักฐานอ้างอิงเพื่อสนับสนุนในการอภิปรายผลการวิจัย  เมื่อผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยจนได้ข้อสรุปหรือคำตอบให้กับปัญหาแล้ว  ในการรายงานผลการวิจัยผู้วิจัยจะต้องแสดงความคิดเห็นเขิงวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัย  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบถี่ถ้วนจะช่วยให้ผู้วิจัยมีข้อมูลอ้างอิงประกอบการแสดงความเห็นได้อย่างสมเหตุสมผลและมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือ


      6.     ช่วยสร้างคุณภาพและมาตรฐานเชิงวิชาการให้แก่งานวิจัยนั้น  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนั้นจะต้องประมวลมาเป็นรายงานสรุปใส่ไว้ในรายงานการวิจัย หรือเค้าโครงร่างของการวิจัย(Research proposal)ด้วย  การไปทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องมาอย่างกว้างขวางครอบคลุมในเรื่องที่ศึกษาและนำมาเรียบเรียงเอาไว้อย่างดี จะทำให้รายงานหรือโครงร่างการวิจัยนั้นมีคุณภาพและได้มาตรฐาน  เป็นการแสดงถึงศักยภาพของนักวิจัยได้ทางหนึ่งว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะทำวิจัยในเรื่องนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ  ในการพิจารณาโครงร่างการวิจัยส่วนหนึ่งที่กรรมการมักจะพิจารณาเป็นพิเศษก็คือ รายงานการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้องนี่เอง



           ผศ.ดร. วลัยทิพย์  สาชลวิจารณ์ (www.rdit.in.th) F.N Kalinger ได้กล่าวไว้ว่า การวิจัยคือการศึกษาค้นคว้า เพื่อรวบรวมสารสนเทศและข้อมูลต่างๆอย่างมีระบบระเบียบ  แล้วนำข้อมูลนั้นๆมาเปรียบเทียบ แปรความหมาย ตลอดจนวิเคราะห์เหตุผลแห่งความเป็นมาของสารสนเทศ ข้อมูล และทำการสรุปอย่างเป็นระบบ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์





            ราชภัฎเชียงใหม่ (www.science.cmru.ac.th ได้กล่าวไว้ว่า  การทบทวนวรรณกรรม หมายถึง การค้นคว้า ศึกษา รวบรวม และประมวลผลงานทางวิชาการ เช่น ผลงานวิจัย บทความเอกสารทางวิชาการ และตำราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหรือประเด็นที่ทำการวิจัย เพื่อชี้ให้เห็นสถานภาพขององค์ความรู้เกี่ยวกับแนวความคิด ระเบียบวิธีการวิจัย เกี่ยวกับประเด็นของปัญหาของการวิจัยก่อนจะลงมือทำการวิจัยของตนเอง และในบางครั้งอาจมีการทบทวนเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ลงมือทำไปได้บ้าง

สรุป


        เอกสารงานเขียนที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับหัวข้อปัญหาที่ผู้วิจัยสนใจ วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอาจมีหลายลักษณะ เช่น เป็นตำรา สารานุกรม  พจนานุกรม นามานุกรม ดัชนี รายงานสถิติ หนังสือรายปี บทความในวารสาร จุลสาร  ที่สำคัญก็คือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น  ผู้วิจัยจะต้องทำการสำรวจอ่านทบทวนอย่างพินิจพิเคราะห์  การวิจัยคือการศึกษาค้นคว้า  เพื่อรวบรวมสารสนเทศและข้อมูลต่างๆอย่างมีระบบระเบียบ  ผลงานวิจัย บทความเอกสารทางวิชาการ และตำราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหรือประเด็นที่ทำการวิจัย เพื่อชี้ให้เห็นสถานภาพขององค์ความรู้เกี่ยวกับแนวความคิด ระเบียบวิธีการวิจัย เกี่ยวกับประเด็นของปัญหาของการวิจัยก่อนจะลงมือทำการวิจัยของตนเอง และในบางครั้งอาจมีการทบทวนเพิ่มเติมหลังจากที่ได้ลงมือทำไปได้บ้างแล้ว
 

ความสำคัญของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง


         1.   ช่วยให้ผู้วิจัยได้ทราบถึงสภาพขององค์ความรู้ (state of the art) ในเรื่องที่จะทำการวิจัย  คือจะได้ทราบว่าในหัวข้อเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจหรือมีข้อสงสัยใคร่หาคำตอบนั้น ได้มีผู้ศึกษาหาคำตอบได้เป็นความรู้ไว้แล้วในแง่มุมหรือประเด็นใดแล้วบ้าง  การจะศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นต่อไปควรจะได้ทราบเสียก่อนว่าเรารู้อะไรกันแล้วบ้างเกี่ยวกับเรื่องนั้น 


        2.   ช่วย ให้ผู้วิจัยสามารถหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อนกับผู้อื่น การวิจัยเป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ใหม่ นักวิจัยไม่นิยมแสงหาความรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาเดิมโดยไม่จำเป็น


       3.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีแนวคิดพื้นฐานเชิงทฤษฎีในเรื่องที่จะทำการวิจัยอย่างเพียงพอ การจะทำวิจัยในเรื่องใดนั้นผู้วิจัยจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theriticalหรือ Conceptual framwork) เกี่ยวกับเรื่องนั้นจะต้องชัดเจน


      4.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้เห็นแนวทางในการดำเนินงานวิจัยของตน  จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแต่ทำให้นักวิจัยได้ทราบว่า เรื่องที่สนใจนั้นได้มีผู้วิจัยอื่นได้ค้นคว้าหาคำตอบไว้อย่างไรแล้วเท่า นั้น ยังจะได้ทราบด้วยว่านักวิจัยคนอื่น ๆ เหล่านั้นได้มีวิธีการหาคำตอบเอาไว้อย่างไร


     5.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีหลักฐานอ้างอิงเพื่อสนับสนุนในการอภิปรายผลการวิจัย  เมื่อผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยจนได้ข้อสรุปหรือคำตอบให้กับปัญหาแล้ว  ในการรายงานผลการวิจัยผู้วิจัยจะต้องแสดงความคิดเห็นเขิงวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัย 


    6.     ช่วยสร้างคุณภาพและมาตรฐานเชิงวิชาการให้แก่งานวิจัยนั้น  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนั้นจะต้องประมวลมาเป็นรายงานสรุปใส่ไว้ในรายงานการวิจัย หรือเค้าโครงร่างของการวิจัย(Research proposal)ด้วย
  
อ้างอิง
    http://sitawan112.blogspot.com/2012/06/blog-post.html  สืบค้นเมื่อ 27 ธันวาคม 2556
    ผศ.ดร. วลัยทิพย์  สาชลวิจารณ์ www.rdit.in.th  สืบค้นเมื่อ 27ธันวาคม 2556.
    ราชภัฎเชียงใหม่ www.science.cmru.ac.th  สืบค้นเมื่อ 27ธันวาคม 2556.

2.ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย (Background & Rationale)


              http://www.oknation.net/blog/ursister/2010/10/13/entry-1   ได้รวบรวมไว้ว่า ในปัจจุบันปัญหาที่มักพบในช้างส่วนใหญ่จะเป็นปัญหากระดูก  เช่น  Osteodystrophy (Ensley et al., 1994),  Degenerative immune-mediated arthritis (Mikota et al., 1994)  ซึ่งโรคกระดูกและกล้ามเนื้อสามารถวินิจฉัยได้จากการถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์ ร่วมกับเทคนิคอื่น เช่น  การตรวจค่าเลือด แต่การถ่ายภาพเอ็กซ์เรย์มีข้อจำกัดคือจะเห็นความผิดปกติเมื่อมีรอยโรคที่รุนแรง (Shore and Poznanski., 1999) และพบในเวลาที่ผ่านมานานแล้ว (Allen 2003) ในบางครั้งอาจต้องวางยาสลบซึ่งมีความเสี่ยงต่อสัตว์ที่กำลังเป็นโรค (West 2006)  
         อีกวิธีหนึ่งคือการตรวจวัดระดับ  Bone markers  เพื่อดูการทำงานของเซลล์กระดูก    โดยในการสร้างและการสลายกระดูก (Bone formation and resorption) จะมีการปล่อยเอนไซม์หรือ organic compound สู่กระแสเลือด และบางครั้งสามารถนำสารเหล่านี้ไปเป็น Bone markers ซึ่งบ่งบอกถึงอัตราการเกิด Bone remodelling  โดยวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย  ปลอดภัย  สามารถบอกการทำงานของเซลล์กระดูกได้ใกล้เคียงเวลาจริง (Arnaud 1996), (Coleman, 2002)
         มีการพิสูจน์แล้วว่าสามารถนำ  Bone makers  มาใช้ในการเฝ้าระวังโรคกระดูกในมนุษย์  เช่น  Osteocalcin กับโรคกระดูกอ่อน (Jones et al., 2005)  ICTP ในการประเมินความรุนแรงของโรค Degenerative joint disease และ Rheumatoid  arthritis (Aman et al., 2000)  นอกจากนี้ยังมีการนำ Bone markers มาประยุกต์ใช้ในสัตว์  เช่น  ม้า (Jackson et al. 2003),(Lepage 2001)  แมว (Delaurier et al., 2004) สุนัข (Ladlow et al., 2002) และวัว (Liesegang et al., 2000)  จึงมีการแนะนำว่าน่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในช้างได้ (Conor et al., 2008)
         แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อระดับของ  Bone marker  เช่น  อาหาร  การออกกำลังกาย(Watts NB., 1999), (Souberbielle et al., 1999)  การเปลี่ยนแปลงของอากาศ  ช่วงเวลาระหว่างวันในการเก็บตัวอย่าง (Ladlow et al., 2002)  และมวลกระดูก (Rauch et al., 2000)  นอกจากนี้ยังพบว่าอายุมีผลอย่างมากต่อระดับของ Bone markers  โดยจากการศึกษาในมนุษย์พบว่าช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์ระดับของ Bone markers จะไม่คงที่  สำหรับในทารกแรกคลอด  Bone marker ของการสร้างกระดูกจะลดลงอย่างรวดเร็ว  แต่ Bone marker ของการสลายกระดูกกลับเพิ่มขึ้น   หลังจากอายุ  3 วัน  Bone markers ทั้ง 3 ตัวจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดและจะลดลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งอายุ 1 ปี  และจะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆจนถึงอายุ 3-4 ปี  จากนั้นจะคงที่จนเข้าสู่ช่วงวัยเจริญพันธุ์  ในช่วงวัยเจริญพันธุ์  Bone markers หลายตัวจะเพิ่มขึ้นแต่จะลดลงเท่าคนปกติเมื่อผ่านช่วงนี้ไป  นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างของระดับ Bone markers ในเพศชายและเพศหญิงด้วย
     ในสัตว์ที่มีการทดลองเกี่ยวกับระดับ Bone markers  เช่น  ม้า (Black et al., 1999)  กระต่าย (Hansson et al., 1974)  สุนัข (Ladlow et al., 2002)  ก็พบความแตกต่างในช่วงเวลาต่างๆเช่นกัน  แต่เนื่องจากการศึกษา Bone makers ในช้างยังมีน้อย  ดังนั้น  ในการที่จะนำมาพัฒนาใช้ จึงจำเป็นต้องศึกษาว่าอายุส่งผลต่อ Bone maker หรือไม่  การศึกษาครั้งนี้จึงมีเป้าหมายที่จะวัดค่าของ  Bone markers ในช้างเอเชียในแต่ละช่วงอายุ  



                http://www.kamsondeedee.com ได้รวบรวมไว้ว่า   การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลก ด้านวิทยาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร เป็นปัจจัยผลักดันสำคัญที่ทำให้โลก “ไร้พรมแดน” พลโลกมีการติดต่อสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และกระแสโลกาภิวัตน์นำโลกเข้าสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ทุกชาติทุกภาษารวมทั้งประเทศไทย

            โครงสร้างของสังคม การเติบโตของภาคธุรกิจและจำนวนของประชากรตลอดจนอำนาจของข่าวสาร ทำให้หน่วยต่าง ๆ ในสังคมมีพลังในการต่อรองดีขึ้น ทำให้อำนาจส่วนกลางภายใต้ระบบรัฐอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมลดน้อยลง มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้นและใน ขณะเดียวกันอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ในทางตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความสับสนในค่านิยมและวัฒนธรรมที่คนในชาติต้องไตร่ตรองและมีความรู้เท่าทันความเจริญทางวัตถุ มีความพอดีระหว่างการแสวงหาปัจจัยต่าง ๆ ในชีวิตกับการรักษาไว้ซึ่งค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีงามเพื่อให้สามารถก้าวไปกับโลกได้อย่างมั่นคงและรู้เท่าทัน
         การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ ทำให้รัฐเข้ามาแก้ปัญหาความยากจนด้วยโครงการกองทุนหมู่บ้าน การจัดเงินกู้ยืมทางการศึกษา และวิธีการอื่น ๆ รัฐบาลกระตุ้นการใช้จ่ายด้วยการมาตรการทางเศรษฐกิจ กระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะเดียวกันการที่ประชาชนมีการใช้จ่ายมากขึ้นก็ทำให้เป็นหนี้มากขึ้นเช่นกัน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศจึงเป็นผู้รายได้น้อยซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2547 ก) ได้รายงานเชิงวิเคราะห์เรื่องเด็กและเยาวชนยากจนกับโอกาสทางการศึกษา พบว่าทำให้ปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เด็กไม่สามารถได้รับการศึกษาได้ คือ การขาดแคลนทุนทรัพย์เพื่อใช้ในการศึกษา รวมทั้งการขาดแคลนแรงงานในครัวเรือน แม้ว่ารัฐบาลจะได้พยายามแก้ไขปัญหาโดยการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานจาก 9 ปี เป็น 12 ปี โดยให้เรียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การให้ทุนการศึกษาสำหรับเด็กยากจน ตลอดจนนโยบายให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา แต่ก็ยังมีเด็กและเยาวชนอีกส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าเรียนในระบบโรงเรียนได้ จึงเห็นได้ว่าปัญหาเศรษฐกิจยังเป็นปัญหาสำหรับการศึกษาเสมอมา นอกจากนั้นสภาพการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี การไหลบ่าของวัฒนธรรมข้ามชาติที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี ทำให้เด็ก เยาวชนไทย รับเอาวัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามาในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องการบริโภคอาหารส่งผลต่อภาวะสุขภาพ โรคอ้วน แฟชั่นการแต่งตัว ค่านิยมเรื่องเพศ ส่งผลต่อคุณค่าทางศีลธรรมจริยธรรม ซึ่งล้วนมีผลต่อคุณภาพเด็กและเยาวชนของชาติ ซึ่งจากรายงานภาวะสังคมในปี พ.ศ. 2547 พบว่า เด็กและเยาวชนกระทำผิดเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้กระทำผิดมีอายุอยู่ในช่วย 15-18 ปีมากที่สุด โดยอิทธิพลของกลุ่มเพื่อน สภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์และการเลียนแบบความรุนแรง และความขาดแคลนหรือด้อยโอกาสในทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
          แม้ว่าบริบทจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร สิ่งที่อธิบายความสำเร็จของประเทศได้ก็คือ คุณภาพของคนที่ได้รับการศึกษา ประเทศใดมีกำลังคนที่มีการศึกษาสูง ก็ย่อมหวังสติปัญญาความคิดและพลังสร้างสรรค์จากประชาชนได้มากเป็นเงาตามตัว การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาบุคคลให้เป็นพลังในการเสริมสร้างประเทศ ดังที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2547) ได้อัญเชิญ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับความหมายของการศึกษา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2520 ไว้ดังนี้
         "การศึกษาเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติ ทัศนคติ ค่านิยม และคุณธรรมของบุคคล เพื่อให้เป็นพลเมืองดีมีคุณภาพและประสิทธิภาพ การพัฒนาประเทศก็ย่อมทำได้สะดวกราบรื่น ได้ผลที่แน่นอนและรวดเร็ว"


   

             http://www.kruparinya.com  ได้กล่าวไว้ว่าการศึกษานับเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพของคนในประเทศ    เพราะรากฐานของชาติ  คือ คน รากฐานของคน  คือ การศึกษา   คนที่มีคุณภาพจะช่วยสร้างความเจริญที่ยั่งยืนในอนาคตได้  การเตรียมคนที่มีคุณภาพเพื่อเป็นผู้นำด้านต่าง ๆ    จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ    ที่จะนำพาชาติให้เจริญก้าวหน้า   การปรับโครงสร้างทางการศึกษา  การปฏิรูปการศึกษาต้องทำอย่างจริงจังและจริงใจ  ต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษา    การฝึกฝนคนที่มีสติปัญญาให้ได้เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาต่าง ๆ   อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ ๆ  อันเป็นกำลังสำคัญในการบริหารและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า    ต้องสร้างคนเก่งหัวกะทิขึ้นมาเพื่อเป็นผู้นำทางวิชาการในอนาคต      แม้ว่าเราจะใช้เงินทองสักเท่าไรก็ตาม     ถ้าทำได้ก็ย่อมมีความคุ้มค่า ( โกวิท  วรพิพัฒน์.  2535  :  8) 

        เป้าหมายของการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาชาติคือ การพัฒนาคนและคุณภาพของคนให้เป็นผู้ที่มีปัญญา รู้จักเหตุและผล รู้จักแก้ปัญหาได้อย่างชาญฉลาด  รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง  มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  มุ่งพัฒนาพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงามทั้งในการทำงาน  และการอยู่ร่วมกัน   ( สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ. 2540 :1 -  2 )  จะเห็นว่า   การจัดการศึกษาในปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหา    วัตถุประสงค์ประการหนึ่งในการศึกษาวิชาคณิตศาสตร์คือ   ให้   ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา ฝึกกระบวนการคิด  ทำให้ผู้เรียนรู้จักการคิดวิเคราะห์หาเหตุผล  ใน Curriculum  and  Evaluation  Standards  for  School  Mathematics  (1989)   กล่าวว่า การแก้ปัญหาควรจะเป็นจุดเน้นที่สำคัญในหลักสูตรคณิตศาสตร์ เป็นเป้าหมายพื้นฐานในการสอนคณิตศาสตร์  และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการเรียนคณิตศาสตร์   (Kennedy and Tipps. 1994 : 135 )    การ แก้ปัญหาเป็นสิ่งสำคัญ  สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้แนวคิดและทักษะต่าง ๆ  ทางคณิตศาสตร์  (NTCM. 2000 :182 : citing Schroeder and Lester. 1989. New Directions  for Elementary  School  Mathematics.) นอกจากนี้ สมาคมครูคณิตศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา(NTCM)ได้กำหนดให้การแก้ปัญหา  เป็น 1 ใน 5  มาตรฐานกระบวนการทางคณิตศาสตร์  ใน  Curriculum  and  Evaluation  Standards  for  School  Mathematics  ปี ค.ศ.  2000  (NTCM.  2000  :  29)
            ดังนั้น การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์จึงควรเน้นช่วยผู้เรียนให้ได้รับการฝึกประสบการณ์เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา  ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญยิ่งที่จะต้องพัฒนาให้เกิดในตัวผู้เรียน  เพื่อนำไปใช้ในการดำรงชีวิต  ดังที่ โพลยา กล่าวว่า  การแก้ปัญหาเป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์  ส่วนใหญ่ที่สุดของความคิดขณะที่มนุษย์ยังมีสติจะเกี่ยวข้องกับปัญหา (Polya. 1957  :  221)  มนุษย์มีการแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลาเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้    ความเจริญก้าวหน้าของโลกที่เกิดขึ้นก็เกิด จากการรู้จักแก้ปัญหาของมนุษย์   ฟิชเชอร์ กล่าวว่า  ทักษะการแก้ปัญหา  เป็นทักษะพื้นฐานสำหรับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน  ส่งเสริมความสามารถในระดับต่าง ๆ  ที่จะนำไปสู่การประสบความสำเร็จในชีวิต  ทักษะการแก้ปัญหานี้จะส่งผลต่อทักษะอื่น ๆ    ได้แก่    ความคิดสร้างสรรค์    และความคิดวิจารณญาณ   และส่งเสริมกลยุทธ์ต่าง ๆ   ได้แก่  การสังเกต  การออกแบบ  การตัดสินใจ  การระดมสมองทำงานเป็นกลุ่ม  และใช้เป็นเครื่องมือหาคำตอบ  การแก้ปัญหาเป็นกิจกรรมที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์   ดังนั้น  การแก้ปัญหาจึงมีความสำคัญในการจัดการศึกษาของมนุษย์ด้วย  (Fisher. 1987 : 2 - 3)
        สำหรับประเทศไทย  ในระดับประถมศึกษาได้จัดวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในกลุ่มทักษะ  จากการประเมินคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6 ปีการศึกษา  2541  โดยสำนักทดสอบทางการศึกษา  กรมวิชาการ  กระทรวงศึกษาธิการ  พบว่าวิชาคณิตศาสตร์(1)  มีคะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนเท่ากับ 18.6 จากคะแนนเต็ม 40  และวิชาคณิตศาสตร์ (2) มีคะแนนเฉลี่ยของผู้เรียนเท่ากับ 19.6 จากคะแนนเต็ม 40   เช่นกัน  นอกจากนี้ในวิชาคณิตศาสตร์(2)   ซึ่งวัดการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  การรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล   การแสดงความคิดออกมาอย่างมีระบบ   มีจำนวนผู้เรียนที่ควรปรับปรุงมากกว่าวิชาอื่น ๆ ถึงร้อยละ16.80 (กรมวิชาการ.  2541 : 15)  ทั้งนี้สาเหตุอาจมาจากตัวผู้เรียนเอง  คือผู้เรียนวิเคราะห์โจทย์ปัญหาไม่ได้  ขาดการคิดอย่างมีเหตุผลและการคิดอย่างมีระบบ   และสภาพปัญหาคุณภาพการสอนของผู้สอน   คือ   ผู้สอนขาดเทคนิคการสอน   เทคนิคการสอนไม่ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความคิดอย่างมีเหตุผลและมีระบบตามกระบวนการทางคณิตศาสตร์    ขาดการฝึกทักษะให้กับผู้เรียน  ผู้สอนไม่ได้ผลิตสื่อที่ตรงตามกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา  (กรมวิชาการ. 2539  :  98)

          การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหานั้น   ตามทฤษฏีพัฒนาการทางปัญญา ( Theory of Cognitive Development  ) ของ  พีอาเจต์   ( Jean  Piaget) กล่าวว่า  ความสามารถในการแก้ปัญหาจะเริ่มพัฒนาการมาตั้งแต่ขั้นที่ 3  คือ Stage of concrete operations   เด็กที่มีอายุ  7 - 11  ปี  มีความสามารถที่จะอ้างอิงด้วยเหตุผลไม่ขึ้นกับการรับรู้ด้วยรูปร่างเท่านั้น     สามารถแบ่งกลุ่มด้วยเกณฑ์หลาย ๆ อย่าง และคิดย้อนกลับได้  สามารถแก้ปัญหาที่มีการดำเนินการที่ยุ่งยากได้   แต่ยังเป็นปัญหาที่เป็นรูปธรรมอยู่  ต่อมาถึงระดับการพัฒนาการขั้นที่  4  คือ  Stage  of  formal  operations  เด็กมีอายุ 12 - 14  ปี  จะมีความสามารถในการหาเหตุผลดีขึ้นและสามารถคิดแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้  เด็กวัยนี้เป็นผู้ที่คิดเหนือไปกว่าปัจจุบัน  สนใจที่จะสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่าง  และมีความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมชนิดสลับซับซ้อนได้  (Hergenahn  and  Matthew.  1997  :  287  -  288)  เนื่องจากเด็กผู้เรียนในระดับประถมศึกษาปีที่  6  นั้นมีอายุอยู่ในช่วงปลายของขั้นที่ 3  หรืออยู่ในช่วงต้นขั้นที่  4  ซึ่งตามทฤษฎีพัฒนาการตามสติปัญญาของพีอาเจต์ จะเห็นว่า  ผู้เรียนในระดับนี้เริ่มมีความสามารถในการแก้ปัญหาแล้ว  ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเชื่อว่าเด็กในระดับนี้น่าที่จะรับหรือเรียนรู้ในการฝึกเพื่อพัฒนาทางด้านความสามารถในการแก้ปัญหาได้  และถ้าพวกเขามีความสามารถหรือมีทักษะในการแก้ปัญหาแล้ว จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาหรือในระดับสูงต่อไป  การที่จะฝึกให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหานั้น  กิจกรรมการเรียนการสอนและบทบาทของผู้สอนนับว่าสำคัญต่อการที่จะช่วยให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหา   ผู้สอนสามารถช่วยให้ผู้เรียนเป็นนักแก้ปัญหาได้    โดยการเลือกปัญหาที่เหมาะสมให้ผู้เรียนทำ  ประเมินความเข้าใจและการใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ  ของผู้เรียน  (NTCM.  2000  :  185)   ผู้สอนควรมีเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ช่วยในการสอนการแก้ปัญหา

           ปัจจุบันความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กไทยยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร ทั้งที่การแก้ปัญหาเป็นกระบวนการที่สำคัญกระบวนการหนึ่งในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์  อีกทั้งยังไม่มีเครื่องมือที่จะพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหานี้ที่เด่นชัด    ผู้วิจัยจึงคิดที่จะพัฒนาเครื่องมือดังกล่าวในรูปของชุดฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์  ของผู้เรียนชั้นประถมศึกษา  ปีที่  6  ซึ่งประกอบด้วยแผนการสอน  แบบฝึกการแก้ปัญหา และแบบทดสอบ    โดยชุดฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์  ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนี้จะยึดหลักการตามนักการศึกษา  ซึ่งกล่าวถึงการสอนการแก้ปัญหาไว้  3  แนวทาง  คือ    การสอนเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการสอนการปัญหา    การสอนโดยการใช้ปัญหา   (Baroody.  1993  :  2  -  31)    และถ้าชุดฝึกพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์     ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพจะเป็นแนวทางในการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ต่อไป

 
สรุป
           การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลก ด้านวิทยาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร เป็นปัจจัยผลักดันสำคัญที่ทำให้โลก “ไร้พรมแดน” พลโลกมีการติดต่อสัมพันธ์กันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น และกระแสโลกาภิวัตน์นำโลกเข้าสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งมีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ทุกชาติทุกภาษารวมทั้งประเทศไทย    โครงสร้างของสังคม การเติบโตของภาคธุรกิจและจำนวนของประชากรตลอดจนอำนาจของข่าวสาร ทำให้หน่วยต่าง ๆ ในสังคมมีพลังในการต่อรองดีขึ้น ทำให้อำนาจส่วนกลางภายใต้ระบบรัฐอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมลดน้อยลง มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมากขึ้นและใน ขณะเดียวกันอาจจะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ในทางตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดความสับสนในค่านิยมและวัฒนธรรมที่คนในชาติต้องไตร่ตรองและมีความรู้เท่าทันความเจริญทางวัตถุ มีความพอดีระหว่างการแสวงหาปัจจัยต่าง ๆ ในชีวิตกับการรักษาไว้ซึ่งค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีงามเพื่อให้สามารถก้าวไปกับโลกได้อย่างมั่นคงและรู้เท่าทัน ได้  การเตรียมคนที่มีคุณภาพเพื่อเป็นผู้นำด้านต่าง ๆ    จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ    ที่จะนำพาชาติให้เจริญก้าวหน้า   การปรับโครงสร้างทางการศึกษา  การปฏิรูปการศึกษาต้องทำอย่างจริงจังและจริงใจ  ต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางการศึกษา    การฝึกฝนคนที่มีสติปัญญาให้ได้เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาต่าง ๆ   อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ ๆ  อันเป็นกำลังสำคัญในการบริหารและพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า    ต้องสร้างคนเก่งหัวกะทิขึ้นมาเพื่อเป็นผู้นำทางวิชาการในอนาคต      แม้ว่าเราจะใช้เงินทองสักเท่าไรก็ตาม     ถ้าทำได้ก็ย่อมมีความคุ้มค่า


อ้างอิง
      
         http://www.oknation.net/blog/ursister/2010/10/13/entry-1    สืบค้นเมื่อ 27ธันวาคม 2556.
         http://www.kamsondeedee.com      สืบค้นเมื่อ 27ธันวาคม 2556.
         http://www.kruparinya.com สืบค้นเมื่อ 27ธันวาคม 2556.